ค่าเงินบาทวันนี้ เปิดตลาดยังแข็งค่า พิษปิดแบงก์สหรัฐฉุดดอลลาร์
ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 34.57 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าเล็กน้อย” จากปิดวันก่อนหน้าที่ระดับ 34.60 บาทต่อดอลลาร์ คาดสัปดาห์นี้ในกรอบ 34.30-35.00
ฝ่ายธุรกิจตลาดเงินและธุรกรรมระหว่างประเทศ ทีเอ็มบีธนชาต (ttb) ระบุว่าดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก ๆ โดยถูกกดดันจากการคาดการณ์ที่ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจจะไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนนี้ เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบจากการล้มละลายของซิลิคอน วัลเลย์ แบงก์ (Silicon Valley Bank) หรือ SVB
แนะนำผู้นำเข้าควรซื้อเงินตราต่างประเทศเพื่อปิดความเสี่ยง และผู้ส่งออก แนะนำขายเงินตราต่างประเทศที่เหนือระดับ 35.00 บาท/ดอลลาร์
นักลงทุนจับตาสหรัฐเปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อจากการใช้จ่ายของผู้บริโภค ประจำเดือนก.พ.ในวันนี้ ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ดัชนี CPI ทั่วไปซึ่งรวมหมวดอาหารและพลังงาน จะปรับตัวขึ้น 6.0% ในเดือนก.พ. เมื่อเทียบรายปี ซึ่งชะลอตัวจากระดับ 6.2% ในเดือนม.ค. และคาดว่าดัชนี CPI พื้นฐานซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน จะเพิ่มขึ้น 5.5% เมื่อเทียบรายปี ซึ่งชะลอตัวจากระดับ 5.6% ในเดือนก.พ.
วานนี้นักลงทุนต่างชาติมีการขายสุทธิทั้งในตลาดหุ้น และลาดพันธบัตร จำนวน2,193 และ 1,198 ล้านบาท ตามลำดับ
กลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) มีมุมมองต่อทิศทางค่าเงินบาทในสัปดาห์นี้ว่า เงินบาทสัปดาห์นี้มีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ 34.30-35.00 บาท/ดอลลาร์ เทียบกับสัปดาห์ที่ผ่านมา เงินบาทปิดอ่อนค่าที่ 35.03 บาท/ดอลลาร์ ขณะที่เงินดอลลาร์อ่อนค่าเมื่อเทียบกับเงินยูโร เยนและฟรังก์สวิสในสัปดาห์ที่ผ่านมา
แต่ดอลลาร์แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินที่มีความเชื่อมโยงสูงกับเศรษฐกิจโลกและราคาสินค้าโภคภัณฑ์ โดยในช่วงต้นสัปดาห์ค่าเงินดอลลาร์ได้แรงหนุนจากการทบทวนแนวโน้มดอกเบี้ยสหรัฐฯที่ยกสูงขึ้นหลังประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ(เฟด)เปิดโอกาสสำหรับการกลับไปขึ้นดอกเบี้ยนโยบายครั้งละ 50bp ขณะที่กระบวนการลดลงของเงินเฟ้อ (Disinflationary Process) เชื่องช้าเกินไป
อย่างไรก็ดี อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯดิ่งลงอย่างมีนัยสำคัญในเวลาต่อมาท่ามกลางความตึงเครียดในภาคการเงินสหรัฐฯ ส่วนข้อมูลเดือนก.พ.บ่งชี้ว่าแรงกดดันด้านเงินเฟ้อจากค่าจ้างชะลอลงขณะที่อัตราการมีส่วนร่วมของกำลังแรงงาน (Labor Force Participation) กระเตื้องขึ้น
ทั้งนี้ นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นไทยสุทธิ 10,381 ล้านบาท แต่ซื้อพันธบัตร 9,116 ล้านบาท
สำหรับภาพรวมในสัปดาห์นี้ กลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์ กรุงศรี มองว่า ตลาดจะติดตามดัชนีราคาผู้บริโภคเดือนก.พ.ของสหรัฐฯ รวมถึงการประชุมธนาคารกลางยุโรป(อีซีบี)ซึ่งคาดว่าจะขึ้นดอกเบี้ยอีก 50bp สู่ระดับ 3.00%
อนึ่ง ในภาพใหญ่การสั่งปิด Silicon Valley Bank ซึ่งถือเป็นการล้มละลายของธนาคารรอบล่าสุดสะท้อนความเปราะบางด้านสภาพคล่องจากการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องของดอกเบี้ยในปีที่ผ่านมาแม้ในเวลานี้ยังไม่ใช่ความเสี่ยงเชิงระบบอย่างเต็มรูปแบบ โดยการเข้าแทรกแซงภาคการเงินของทางการสหรัฐฯอาจช่วยระงับความตื่นตระหนกช่วงสั้น
อย่างไรก็ตาม พัฒนาการของตลาดการเงินโลกสนับสนุนมุมมองเชิงบวกต่อค่าเงินเยนในปีนี้ ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรทั่วโลกย่อลงและความผันผวนสูงขึ้น แม้ในการประชุมครั้งล่าสุดธนาคารกลางญี่ปุ่น(บีโอเจ)จะคงนโยบายผ่อนคลายมากเป็นพิเศษก็ตาม
สินทรัพย์สกุลเงินตลาดเกิดใหม่รวมถึงเงินบาท เราประเมินอย่างระมัดระวังว่าแรงขายดอลลาร์จากประเด็นที่เฟดมีแนวโน้มจะลดความแข็งกร้าวในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 21-22 มี.ค. (จากกรณีความเสี่ยงด้านเสถียรภาพของระบบ) อาจถูกจำกัดด้วยความวิตกต่อแนวโน้มเศรษฐกิจโลกในระยะถัดไปซึ่งมีความไม่แน่นอนเพิ่มสูงขึ้น
กรุงไทยเตือนตลาดผันผวนสูง
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เคลื่อนไหวผันผวนหนัก โดยผู้เล่นในตลาดยังไม่กล้าเปิดรับความเสี่ยงและเดินหน้าเทขายหุ้นกลุ่มธนาคารสหรัฐฯ อาทิ Citi -7.5%, Well Fargo -7.1%, Bank of America -5.8% ท่ามกลางความกังวลต่อเสถียรภาพของระบบธนาคารสหรัฐฯ หลังการปิดตัวลงของธนาคาร Silicon Valley Bank แม้ว่าทางการสหรัฐฯ และเฟดจะออกมาตรการช่วยเหลือด้านสภาพคล่องแล้วก็ตาม
ความกังวลต่อระบบธนาคารสหรัฐฯ ดังกล่าว ได้ทำให้ผู้เล่นในตลาดเริ่มประเมินว่า เฟดอาจไม่สามารถขึ้นดอกเบี้ยได้ในการประชุมเดือนมีนาคมนี้ (จาก CME FedWatch Tool ตลาดให้โอกาสถึง 35%) และการขึ้นดอกเบี้ยอาจแตะระดับสูงสุดไม่เกิน 5.00% ซึ่งภาพดังกล่าวได้หนุนให้บรรดาหุ้นกลุ่มเทคฯ และหุ้นสไตล์ Growth ต่างปรับตัวขึ้น (Microsoft +2.1%, Amazon +1.9%, Apple +1.3%) ทำให้ดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq สามารถปรับตัวขึ้นราว +0.45% ในขณะที่ S&P500 ปิดตลาด -0.15%
ส่วนทางด้านตลาดบอนด์ ภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินสหรัฐฯ และการปรับมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของเฟด ได้กดดันให้ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวลงต่อเนื่องจนเกือบแตะระดับ 3.40% ก่อนที่จะปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 3.56% ซึ่งการเคลื่อนไหวดังกล่าวของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ได้สะท้อนถึงความผันผวนในตลาดบอนด์ที่เพิ่มสูงขึ้นมาก
ในฝั่งตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์โดยรวมอ่อนค่าลงต่อเนื่องเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก แม้ว่าตลาดจะอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง แต่ผู้เล่นในตลาดก็เลือกจะถือทองคำ หรือ เงินเยนญี่ปุ่น (JPY) เป็นสินทรัพย์ปลอดภัยมากกว่าจะถือเงินดอลลาร์ โดยเฉพาะในจังหวะที่ผู้เล่นในตลาดเริ่มคาดการณ์ว่า เฟดอาจไม่ขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมที่จะถึงนี้ ทำให้ล่าสุด ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ย่อตัวลงใกล้ระดับ 103.7 จุด
เงินดอลลาร์จะแกว่งตัว Sideways และมีโอกาสผันผวนสูงในช่วงตลาดทยอยรับรู้ข้อมูลอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ ในวันนี้ ส่วนในฝั่งราคาทองคำ การย่อตัวลงของเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ท่ามกลาง ภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ได้หนุนให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน เม.ย.) พุ่งขึ้นทะลุโซนแนวต้านที่เราประเมินไว้ สู่ระดับ 1,917 ดอลลาร์ต่อออนซ์
แนวโน้มค่าเงินบาท เราประเมินว่า การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทในช่วงคืนที่ผ่านมานั้น ส่วนหนึ่งมาจากการย่อตัวลงบ้างของเงินดอลลาร์และโฟลว์ธุรกรรมขายทำกำไรทองคำ โดยในวันนี้ ค่าเงินบาทมีความเสี่ยงที่จะผันผวนหนัก โดยเฉพาะในช่วงที่ ผู้เล่นในตลาดทยอยรับรู้รายงานข้อมูลอัตราเงินเฟ้อ CPI สหรัฐฯ ในวันนี้
นอกจากนี้ ความกังวลต่อเสถียรภาพของระบบธนาคารสหรัฐฯ ซึ่งล่าสุดได้สร้างความกังวลต่อระบบธนาคารในหลายภูมิภาค ก็อาจทำให้ผู้เล่นในตลาด โดยเฉพาะนักลงทุนต่างชาติยังไม่กล้าเปิดรับความเสี่ยง และมีโอกาสที่จะเห็นแรงขายหุ้นไทยเพิ่มเติมได้
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB